ผู้นำยุคใหม่ไม่ได้มีหน้าที่เพียง “สั่งการ” แต่ต้องทำหน้าที่เป็น แกนกลางของกลยุทธ์ คน และวัฒนธรรมองค์กร ทั้ง 5 บทบาทที่คุณกล่าวมาถือเป็นกรอบสำคัญที่ช่วยให้องค์กรแข็งแรงและยั่งยืน ผมขออธิบายเชิงลึก พร้อมตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้ครับ

  1. นักวางกลยุทธ์ (Strategist)

ความหมาย

ผู้นำต้องสามารถมองภาพใหญ่ (Big Picture) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และกำหนดทิศทางในอนาคตได้อย่างชัดเจน

บทบาทสำคัญ

  • วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมลูกค้า
  • แปลงวิสัยทัศน์เป็นกลยุทธ์ที่ปฏิบัติได้จริง
  • จัดลำดับความสำคัญของทรัพยากร (คน เงิน เวลา)

ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ภายใต้ความไม่แน่นอน

ตัวอย่าง

  • ผู้นำโรงพยาบาลเห็นแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ → วางกลยุทธ์พัฒนาศูนย์ฟื้นฟูและ Telemedicine
  • ผู้บริหารฝ่ายขายเห็นตลาดออนไลน์เติบโต → ปรับกลยุทธ์จาก B2B เป็น Omnichannel

👉 ผลต่อวัฒนธรรมองค์กร
พนักงานเข้าใจทิศทาง รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร ลดความสับสนและการทำงานแบบต่างคนต่างทำ

  1. ผู้ลงมือทำ (Executor)

ความหมาย

ไม่ใช่ผู้นำที่เก่งแต่คิด ต้องสามารถ “ทำให้เกิดผลลัพธ์จริง” และขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ

บทบาทสำคัญ

  • แปลงกลยุทธ์เป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan)
  • กำหนด KPI / OKR ที่ชัดเจน
  • ติดตามงาน แก้ปัญหา และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
  • รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่โยนความผิด

ตัวอย่าง

  • ตั้งเป้าลดระยะเวลาบริการผู้ป่วย → ลงพื้นที่ดูหน้างาน (Gemba Walk) และปรับงาน
  • ผู้จัดการฝ่ายขายตั้งเป้าเพิ่มยอด 20% → ลงร่วมเสนอขายกับทีมในช่วงสำคัญ

👉 ผลต่อวัฒนธรรมองค์กร
สร้างวัฒนธรรม “พูดแล้วทำ” (Accountability) พนักงานเชื่อมั่นและกล้าลงมือทำตาม

  1. ผู้บริหารคนเก่ง (Talent Manager)

ความหมาย

ผู้นำต้องรู้จัก “ดึงดูด รักษา และใช้คนให้ถูกกับงาน” ไม่ใช่แค่บริหารตำแหน่ง

บทบาทสำคัญ

  • มองเห็นศักยภาพของคนมากกว่าตำแหน่งปัจจุบัน
  • วางคนให้เหมาะกับงาน (Right Person, Right Job)
  • สร้างแรงจูงใจและความผูกพัน (Engagement)

ดูแลคนเก่งไม่ให้ Burnout หรือหมดไฟ

ตัวอย่าง

  • เห็นพนักงานหน้างานมีทักษะการสื่อสารดี → ปั้นเป็นหัวหน้าทีมบริการ
  • จัดโครงการ Talent Review และ Succession Plan

👉 ผลต่อวัฒนธรรมองค์กร
พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ได้รับโอกาสเติบโต ลดอัตราการลาออก

  1. ผู้พัฒนา Human Capital

ความหมาย

ผู้นำต้องลงทุนในการพัฒนาคน ไม่ใช่มองคนเป็น “ต้นทุน” แต่เป็น “ทุนมนุษย์”

บทบาทสำคัญ

  • ส่งเสริมการเรียนรู้ Reskill / Upskill อย่างต่อเนื่อง
  • เป็น Coach และ Mentor มากกว่าเป็น Boss
  • สร้าง Learning Culture ในทีม
  • เปิดพื้นที่ให้ลองผิดลองถูกอย่างปลอดภัย

ตัวอย่าง

  • ผู้จัดการโค้ชลูกน้องหลังจบงานจริง (After Action Review)
  • สนับสนุนให้ทีมเรียนออนไลน์ และนำมาแชร์ในทีม
  • มอบหมาย Project ใหม่เพื่อพัฒนาทักษะ

👉 ผลต่อวัฒนธรรมองค์กร
เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Learning Organization) คนเก่งขึ้น องค์กรแข็งแรงขึ้น

  1. ความเป็นมืออาชีพในตัวเอง (Personal Proficiency)

ความหมาย

เป็น “รากฐาน” ของผู้นำทุกบทบาท ผู้นำต้องบริหารตนเองได้ก่อนบริหารผู้อื่น

บทบาทสำคัญ

  • มีวินัย ความรับผิดชอบ และจริยธรรม
  • ควบคุมอารมณ์และความเครียดได้ดี
  • สื่อสารชัดเจน รับฟัง และให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์
  • พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่าง

  • ผู้นำรับผิดเมื่อเกิดความผิดพลาด แทนการโทษทีม
  • ตรงต่อเวลา เตรียมตัวก่อนประชุมเสมอ
  • เปิดรับคำวิจารณ์จากลูกน้อง

👉 ผลต่อวัฒนธรรมองค์กร
ผู้นำเป็น Role Model ทำให้เกิดความเชื่อถือและความไว้วางใจ (Trust)

สรุปภาพรวมทั้ง 5 บทบาท

บทบาทผู้นำ        จุดเน้น                        ผลต่อวัฒนธรรม
Strategist        ทิศทาง                        ชัดเจน มีเป้าหมาย
Executor        ผลลัพธ์                        รับผิดชอบ ทำจริง
Talent Manager        คนเก่ง                        ผูกพัน เติบโต
Human Capital Developer        การเรียนรู้                        พัฒนาไม่หยุด
Personal Proficiency        ตัวผู้นำ                        น่าเชื่อถือ โปร่งใส

 

🔑 บทสรุป

ผู้นำยุคใหม่ที่แข็งแรง ไม่ใช่เก่งแค่บทบาทใดบทบาทหนึ่ง แต่ต้อง “สมดุลทั้ง 5 บทบาท” เพราะทั้งหมดคือรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน

 

ดร.กฤติน   กุลเพ็ง  ที่ปรึกษาองค์กร


  บทความ     
  3 views     Comments