ผมจะอธิบายแบบ เชื่อมโยงเป็นระบบ ระหว่าง 5 บทบาทผู้นำ → Competency Framework → KPI ผู้นำ พร้อมตัวอย่างเชิงปฏิบัติ เพื่อให้เห็นภาพว่านำไปใช้จริงในองค์กรได้อย่างไร แนวคิดหลัก Competency = “ความสามารถที่ผู้นำต้องมี” KPI = “ผลลัพธ์ที่ผู้นำต้องทำให้เกิด”
ผู้นำยุคใหม่ไม่ได้มีหน้าที่เพียง “สั่งการ” แต่ต้องทำหน้าที่เป็น แกนกลางของกลยุทธ์ คน และวัฒนธรรมองค์กร ทั้ง 5 บทบาทที่คุณกล่าวมาถือเป็นกรอบสำคัญที่ช่วยให้องค์กรแข็งแรงและยั่งยืน ผมขออธิบายเชิงลึก พร้อมตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้ครับ นักวางกลยุทธ์ (Strategist) ความหมาย ผู้นำต้องสามารถมองภาพใหญ่ (Big Picture) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และกำหนดทิศทางในอนาคตได้อย่างชัดเจน
การ ต้องสร้างที่ HR วัฒนธรรมองค์กร การ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่อง เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่ เพราะโลกการทำงานเปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความคาดหวังของลูกค้า หากองค์กรไม่พัฒนาคนอย่างสม่ำเสมอ จะเกิด “ช่องว่างทักษะ (Skill Gap)” และทำให้องค์กรแข่งขันไม่ได้ ความหมายของ Reskill และ
การบริหารทรัพยากรบุคคลในยุค 5.0 เป็นการผสาน เทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, Big Data, Automation) เข้ากับ การให้คุณค่าต่อมนุษย์ (Human-centric) โดยมุ่งเน้นทั้ง ประสิทธิภาพ, ความสุข, ความสมดุล และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างยั่งยืน การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ (Data-Driven HR) การตัดสินใจในงาน
AI และ Automation พลิกโฉมงาน HR ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทในการทำงานของ HR มากขึ้น เช่น การคัดเลือกบุคลากร การประเมินผล และการให้คำแนะนำพนักงาน ทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ HR มีเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาพนักงานหรืองานในเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น เทคโนโลยี HR
แม้จะได้มีการวางแผนทรัพยากรมนุษย์อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนขวัญและกำลังใจในการทำงานแล้ว องค์การก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาการลดจำนวนบุคลากรได้ เมื่อมีความจำเป็นต้องกระทำ องค์การก็จะต้องวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับขั้นตอนในการลดจำนวนทรัพยากรมนุษย์ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การลดจำนวนทรัพยากรมนุษย์ที่มีผลเสียน้อยที่สุด คือ การอนุญาตให้ลาออกจากงานตามปกติจนกระทั่งการออกจากงานตามปกติไม่เพียงพอ วิธีที่ควรนำมาใช้ต่อไปคือ 1. การแบ่งส่วนงานกันทำ (Work sharing) ได้แก่ การลดเวลาทำงานให้น้อยลง โดยทุกคนจะแบ่งส่วนกันทำงานน้อยลง หรืออาจใช้วิธีคัดบุคลากรบางคนออกจากงานโดยบุคลากรที่เหลือยังคงทำงานเท่าเดิม แต่การตัดสินใจระหว่างการให้บุคลากรบางคนออกจากงานกับลดเวลาทำงานโดยให้ทุกคนทำงานน้อยลง จะต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยแรกคือ ต้องดูข้อตกลงการจ้างแรงงาน
ระยะเวลาทำงานในองค์การมีผลกระทบต่อการวิเคราะห์ความต้องการและปริมาณแรงงาน เช่น เวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็สามารถจ้างแรงงานทำงานเต็มเวลาได้ 1 คน หรือพนักงานทำงานล่วงเวลาได้ 2 คน แต่ถ้าระยะเวลาทำงานวันละ 10 ชั่วโมงก็ต้องจ้างพนักงาน 1 คน ทำงานเต็มเวลา และพร้อมทั้งทำงานล่วงเวลาด้วยหรือจ้างพนักงานทำงานเต็มเวลา 1 คน และพนักงานทำงานล่วงเวลา
การวิเคราะห์อัตรากำลัง เป็นกิจกรรมหนึ่งในกระบวนการวางแผนกำลังคน เพื่อคำนวณกำลังคนที่เหมาะสมที่จะใช้งานตามแผนงานขององค์การ และเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทบทวนตรวจสอบกำลังคนที่องค์การที่มีในปัจจุบันว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เมื่อไรที่ต้องทำการวิเคราะห์อัตรากำลัง การวิเคราะห์อัตรากำลัง อาจจะจัดขึ้น ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ เมื่อมีการทำแผนกำลังคน เมื่อต้องการสร้างเกณฑ์มาตรฐานในการวิเคราะห์กำลังคนในองค์การ เมื่อมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เมื่อมีการขยายงานหรือลดงานในหน่วยงานเดิม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานหรือนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เมื่อต้องการตรวจหรือทบทวนการใช้กำลังคนที่มีอยู่ ขั้นตอนการวิเคราะห์อัตรากำลัง ศึกษาทบทวนภาระกิจ(Mission) ขององค์การและหน่วยงาน ศึกษาขอบเขตภาระหน้าที่ของหน่วยงานที่จะทำการวิเคราะห์อัตรากำลัง
องค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้เลือกทำหัวข้อใด หัวข้อหนึ่งแล้วจะประสบความสำเร็จ ผู้เขียนมองว่าควรต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลมาเป็นอย่างดีเสียก่อนว่า ชุดความคิด (Mindset) ต้นตอของทุกสิ่งทุกอย่างคือ ชุดความคิด หรือ Mindset ดังนั้นก่อนทำอะไร ๆ คิดให้ดี ๆ ว่าเครื่องมือหรือวิธีการต่าง ๆ ที่องค์กรจะนำมาใช้นั้น เหมาะกับชุดความคิด ค่านิยมหรือปรัชญาขององค์กรแล้วหรือยัง องค์ประกอบที่จะให้องค์กรประสบความสำเร็จได้นั้น
สำหรับข้อมูลแต่ละองค์กร ควรจะต้องให้ความสำคัญประเด็นเรื่อง ขีดความสามารถของพนักงานเพิ่มเติม เพราะว่าคำว่าขีดความสามารถประกอบไปด้วย ความรู้ ทักษะและความสามารถประกอบกันเป็นองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานนั้นๆ ให้ประสบความสำเร็จ ความรู้ (Knowledge) คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา ความรู้ประกอบด้วย 2 ชนิดคือ 1.